ROI และ ROAS คืออะไร ใช้วัดผลโฆษณาอย่างไร

roi-roas-คืออะไร

คำว่า “ROI” อาจจะไม่เป็นคำที่คุ้นเคยนักสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นซื้อโฆษณาไม่ว่าจะเป็น Google Adwords หรือ Facebook ads แต่เอาเข้าจริง ผมยังพบว่ายยังมีหลายคนที่ซื้อโฆษณามานานแต่ก็ยังไม่รู้จักคำนี้ หรือไม่เคยใช้ ROI ในการวัดผลมีเดียที่จ่ายเงินไป ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก  และเป็นตัวชี้วัดที่บอกเราว่า “โฆษณาที่เรากำลังทำอยู่นั้นนั้นมีความคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน” รวมไปถึงการนำมาใช้เป็นเมทริคหลักในการออปติไมซ์โฆษณาของเราให้เกิดผลกำไรสูงสุดด้วย

ROI คืออะไร
ROI ย่อมาจาก “Return on investment” ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ได้รับกลับมากจากการลงทุนนั่นเอง เอาแบบเข้าใจง่ายๆ ในมุมของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่มีการซื้อโฆษณาออนไลน์เพื่อขายสินค้าก็คือ เราได้ “ยอดขายที่หักต้นทุนโฆษณากลับมาเท่าไร เมื่อเทียบกับเงินค่าโฆษณาที่จ่ายออกไป” ซึ่งวิธีคิดค่า ROI ตามแบบที่ Google Analytics คำนวนมีสูตรดังนี้

(revenue-media cost)/media cost x 100
หรือ (ยอดขายที่เกิดจากโฆษณา-ต้นทุนโฆษณา)/ต้นทุนโฆษณา x 100

ยกตัวอย่างเช่น เราใช้เงินในการลงโฆษณาแคมเปญ A เป็นเงิน 10,000 บาท แล้วได้คนกลับมาซื้อสินค้าของเราจากโฆษณาที่เราลงไปเป็นเงิน 25,000 บาท ถ้าคิดตามสูตรด้านบน เราจะได้ค่า ROI เท่ากับ
(25,000-10,000)/10,000 x 100 = ROI = 150%

ค่า ROI บอกอะไร
ยิ่ง ROI มีค่าสูงมากเท่าไร ก็แสดงว่ามีความคุ้มค่าในการลงทุนมากขึ้นเท่านั้น ตัวอย่างของแคมเปญ A ที่ผ่านมามีค่า ROI 150% หมายความว่า เรามีกำไร 150% หลังจากหักค่าโฆษณา(เงินลงทุน)แล้ว ดังนั้นหากมีคนมาบอกเราว่าถ้าลงโฆษณาตัวนั้นตัวนี้แล้วเราน่าจะได้ ROI ประมาณ 300% นั่นหมายความว่า เราจะได้กำไร 300% หลังจากหักเงินค่าโฆษณาแล้ว เช่นถ้าเราลงทุน 100 บาท เราจะได้ยอดขาย 400 บาท หักต้นทุน 100 แล้วจะเหลือกำไร 300 บาท เป็นต้น ส่วนจะได้ ROI จริงตามที่ประมาณการไว้หรือเปล่านั้นก็อีกเรื่องนึงนะครับ ตรงนั้นอยู่ที่การออปติไมซ์แคมเปญของคนซื้อโฆษณา ซึ่งถ้าได้มีการทดลองซื้อโฆษณาแล้ว ออปติไมซ์อย่างดีแล้ว ROI ยังไม่ได้ตามเป้าหมาย นั่นอาจหมายถึงการที่จะต้องพิจารณาปิดแคมเปญนั้นแล้ว เพราะลงเงินไปก็จะมีแต่เสียเปล่า

ROAS คืออะไร แตกต่างจาก ROI อย่างไร
แต่ก่อน Google เคยใช้ ROI เป็น metric หนึ่งใน Google Anlaytics รีพอร์ทเพื่อวัดผลความคุ้มค่าของแคมเปญ Adwords แต่ปัจจุบันนี้ Google เปลี่ยนไปใช้ ROAS แล้ว เพื่อการวัดผลแคมเปญโฆษณาที่น่าจะเหมาะสมกว่า (ในมุมของ Google)

ROAS ย่อมากจาก “Return on ads spending” ซึ่งหมายความว่าได้ เราได้ “เงินหรือยอดขายจากการลงโฆษณากลับมาเท่าไร จากเงินค่าโฆษณาที่จ่ายออกไป ซึ่ง ROAS ต่างจาก ROI ตรงที่การคิด ROAS จะไม่หักต้นทุนโฆษณาออกจากยอดขายที่ได้ แต่การคิด ROI จะหักต้นทุนออก ดังนั้นสูตรของ ROAS จะเป็น

revenue/media cost x 100
หรือ ยอดขาย/ต้นทุนโฆษณา x 100

ดังนั้นสำหรับแคมเปญ A ค่า ROAS จะเท่ากับ 25,000/10,000 x 100 ซึ่งเท่ากับ 250% นั่นเอง

สุดท้ายแล้ว ROAS และ ROI ก็ไม่ได้ต่างอะไรกันนัก เพราะ ROAS จะเท่ากับ ROI + 100% แต่ Google เองคงจะชอบ ROAS มากกว่าเนื่องจากการเปลี่ยนเป็น ROAS จะทำให้ตัวเลขดูสวยขึ้นอีก 100% เลยทีเดียว ส่วนในฐานะที่เป็นคนซื้อโฆษณาแล้ว จะ ROI หรือ ROAS ก็แล้วแต่ ขอให้ทำได้สูงๆ ไว้ก่อนละกันครับ แล้วไว้จะเขียนเรื่อง Maximize ROI อีกที ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ ROI สูงที่สุด

*หมายเหตุ : ROI ในบทความนี้จะพูดถึงในแง่มุมของการลงทุนซื้อโฆษณาออนไลน์เท่านั้น ดังนั้นผลตอบแทนในการลงทุนจะวัดผลได้เร็ว แต่จริงๆ แล้ว ROI สามารถใช้เป็นตัววัดการลงทุนชนิดอื่นๆ ด้วยไม่ว่าจะ หุ้น อสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนอื่นๆ ซึ่งยังมีปัจจัยเรื่อง “เวลา” มาประกอบในการตัดสินว่าการลงทุนอย่างใดคุ้มค่ามากกว่ากัน เช่นการลงทุนแบบ B ให้ ROI 800% แต่ใช้เวลา 10 ปี ส่วนการลงทุนแบบ C ให้ ROI 300% แต่ใช้เวลาเพียง 1 ปี แบบการลงทุนแบบ C ก็น่าจะดีกว่าเป็นต้น
Happy Analytics🙂

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s